วันจันทร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2556

งานชิ้นที่ 4


      1.  สื่อกลางประเภทมีสายแต่ละประเภทมีข้อดีและข้อเสียอย่างไรบ้าง จงเปรียบเทียบ
ตอบ   สายทองแดงแบบไม่หุ้มฉนวน (Unshield Twisted Pair)
               -ข้อดี มีราคาถูกและนิยมใช้กันมากที่สุดกับระบบโทรศัพท์
               -ข้อเสีย สายแบบนี้มักจะถูกรบกวนได้ง่าย และไม่ค่อยทนทาน


      สายทองแดงแบบหุ้มฉนวน (Shield Twisted Pair) 
      มีลักษณะเป็นสองเส้น มีแนวแล้วบิดเป็นเกลียวเข้าด้วยกันเพื่อลดเสียงรบกวน มีฉนวนหุ้มรอบนอก มีราคาถูก ติดตั้งง่าย น้ำหนักเบาและ การรบกวนทางไฟฟ้าต่ำ สายโทรศัพท์จัดเป็นสายคู่บิดเกลี่ยวแบบหุ้มฉนวน
      
       
       สายโคแอกเชียล (coaxial) 
          เป็นตัวกลางเชื่อมโยงที่มีลักษณะเช่นเดียวกับสายที่ต่อจากเสาอากาศ สายโคแอกเชียลที่ใช้ทั่วไปมี ชนิด คือ 50 โอห์มซึ่งใช้ส่งข้อมูลแบบดิจิทัล และชนิด 75 โอห์มซึ่งใช้ส่งข้อมูลสัญญาณแอนะล็อก สายประกอบด้วยลวดทองแดงที่เป็นแกนหลักหนึ่งเส้นที่หุ้มด้วยฉนวนชั้นหนึ่ง เพื่อป้องกันกระแสไฟรั่ว จากนั้นจะหุ้มด้วยตัวนำซึ่งทำจากลวดทองแดงถักเป็นเปีย เพื่อป้องกันการรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและสัญญาณรบกวนอื่นๆ ก่อนจะหุ้มชั้นนอกสุดด้วยฉนวนพลาสติก ลวดทองแดงที่ถักเป็นเปียนี้เองเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สายแบบนี้มีช่วงความถี่ สัญญาณไฟฟ้าสามารถผ่านได้สูงมาก และนิยมใช้เป็นช่องสื่อสารสัญญาณแอนะล็อกเชื่องโยงผ่านใต้ทะเลและใต้ดิน

ใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) 
      สายสัญญาณของระบบเครือข่ายอีกชนิดหนึ่ง ที่มีความสามารถในการรับ-ส่งสัญญาณได้ไกลๆ เป็นกิโลเมตร และมีการสูญเสียของสัญญาณน้อยมาก เมื่อเทียบกับสายแลนทั่วๆ ไป (CAT5, CAT5e, CAT6, CAT7 เป็นต้น
คุณสมบัติของ Fiber Optic
·         Fiber Optic ภายในทำจากแก้วที่มีความบริสุทธิ์สูงมาก
·         มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดเท่าเส้นผมของคนเรา
·         รับส่งสัญญาณได้ระยะไกลมากเป็นกิโลเมตร
·         ต้องใช้ผู้ชำนาญ และเครื่องมือเฉพาะในการเข้าหัวสัญญาณ
·         ราคาแพงหลายเท่า เมื่อเทียบกับสายแลนประเภท CAT5




      2.  การนำระบบเครือข่ายมาใช้ในองค์กรมีประโยชน์อย่างไร
ตอบ     1.    ช่วยในการจัดเอกสารข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายในองค์กร
2.    สามารถนำมาใช้ในองค์กรเพื่อช่วยในการบริหารองค์กรให้มีความแข็งแรง
3.    เป็นแหล่งเรียนรู้ สืบค้นข้อมูลที่กว้างขวาง
4.    เป็นที่แลกเปลี่ยนความเห็นและทัศนคติใหม่ในเรื่องงาน
5.    นำมาใช้ในธุรกรรมต่างๆได้เช่น ซื้อ - ขายสินค้าออนไลน์ 
6.    สื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารผ่านเครือข่ายได้รวดเร็ว
7.    เป็นแหล่งรวบรวมความบันเทิงต่าง ๆ ทั้งในและนอกประเทศ



3.      หากนำระบบเครือข่ายมาใช้ในองค์กร นักศึกษาจะเลือกรูปของระบบเครือข่าย (LAN Topology) แบบใด เพราะอะไร
ตอบ   ลือกใช้แบบ Wireless LAN เพราะ สะดวกในการเล่น หรือ ทำงานได้ทุกส่วนของบ้านโดยไม่ต้องคอยต่อสายเคเบิล หรือ จำกำพื้นที่ในการทำงาน และเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ที่ละหลาย ๆ เครื่อง



4.      อินเตอร์เน็ต มีข้อดีต่อระบบการศึกษาไทยอย่างไร
ตอบ     เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มีส่วนทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในปัจจุบันมีความสะดวกสบายมากขึ้น ทำให้คนในสังคมมีการติดต่อสื่อสารถึงกันได้ง่ายและรวดเร็ว มีการทำกิจกรรมหลายสิ่งหลายอย่างร่วมกันง่ายขึ้น การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารก่อให้เกิดประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น
1.3.1 ด้านการศึกษา เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารถูกนำมาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในการบริหารด้านการศึกษา เช่น ระบบการลงทะเบียน และระบบการจัดตารางสอน นอกจากนี้ยังใช้เป็นเครื่องมือในการเพิ่มโอก่สทางด้านการศึกษาและเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนตัวอย่างเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในด้านการศึกษา












1. การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ทำให้ผู้ที่อยู่ห่างไกลหรือไม่สะดวกในการเดินทางสามารถได้รับการศึกษาเช่นเดียวกับผู้ที่อยู่ในเมือง
2. บทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ยังช่วยเสริมประสิทธิภาพการเรียนการสอนในวิชาต่างๆ เช่น ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ภาษาต่างประเทศ ทำให้บทเรียนมีความน่าสนใจมากขึ้น และเกิดความเข้าใจได้ง่ายขึ้น เช่น การแสดงสถาณการณ์จำลอง แบบจำลอง ภาพเคลื่อนไหว แสงสีและเสียงประกอบ นักเรียนสามารถเตรียมตัวก่อนเรียน หรือทบทวนบทเรียนด้วยตนเองเมื่อใดก็ได้ที่มีเวลาว่าง
3. บทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ เพิ่มโอกาสในการเรียนรู้ให้กับผู้พิการทางสายตาหรือหู
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีบทบาทต่อการถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารทางด้านการศึกษาได้เป็นอย่างดี ทั้งในและนอกสถานศึกษา หน่วยงานต่างๆ ใช้บทเรียนออนไลน์ในการฝึกอบรมพนักงานเพื่อให้ความรู้เพิ่มเติม นอกจากนี้อินเทอร์เน็ตยังเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญที่ทั้งครูและนักเรียนหรือบุคคลทั่วไป ใช้สำหรับค้นหาข้อมูลเรื่องต่างๆ ในการทำรายงาน หรือเพื่อศึกษาหาความรู้ เว็บไซต์สำหรับค้นหาข้อมูลที่ใช้กันมากในปัจจุบัน เช่น google.com, ask.com, dogpile.com และ wikipedia.org ตัวอย่างการค้นหาข้อมูลจากหลักฐานข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต 
        

วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2556

งานบทที่3 20/01/56

งานวันนี้ (บทที่ 3) 20 ม.ค. 56  

1. ขั้นตอนการประมวลผลข้อมูลด้วยเครื่องอิเล็กทรอนิคส์แบ่งได้กี่วิธีอะไรบ้าง 
การประมวลผลข้อมูล ( Data Processing )

สามารถจำแนกวิธีการประมวลผลตามลักษณะเครื่องมือที่ใช้ ได้ 3 วิธี คือ
  1. การประมวลผลด้วยมือ ( Manual Data Processing ) เป็นวิธีดั้งเดิม วิธีการประมวลผลไม่ซับซ้อน เหมาะสำหรับงานที่มีปริมาณไม่มาก และไม่เร่งด่วน มีการนำอุปกรณ์ธรรมดามาช่วย เช่น การใช้ลูกคิด กระดาษ ปากกา
  2. การประมวลผลด้วยเครื่องจักรกล ( Mechanical Data Processing) เป็นวิธีการประมวลผลที่อาศัยเครื่องจักรกลมาทำงานร่วมกับอุปกรณ์สำหรับการประมวลผลด้วยมือ เช่น เครื่องทำบัญชี
  3. การประมวลผลด้วยเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ( Electronic Data Processing ) เป็นวิธีการที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ซึ่งนำคอมพิวเตอร์มาใช้ประมวลผล เหมาะสำหรับงานที่มีปริมาณมาก ต้องการความรวดเร็ว ถูกต้อง
  • งานที่มีปริมาณมาก
  • งานที่ต้องการความรวดเร็ว
  • งานที่ต้องการความถูกต้อง
  • งานที่ต้องการความปลอดภัยของข้อมูล
  • งานที่มีความซับซ้อนในการคำนวณ
  • งานที่มีขั้นตอนและรูปแบบการทำงานซ้ำๆ
        อิเล็กทรอนิกส์ “หมายความว่า การประยุกต์ใช้วิธีการทางอิเล็กตรอน ไฟฟ้า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือวิธีอื่นใดในลักษณะคล้ายกัน และให้หมายความรวมถึงการประยุกต์ใช้วิธีการทางแสง วิธีการทางแม่เหล็ก หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้วิธีต่าง ๆ
         “อิเล็กทรอนิกส์” คือ โทรศัพท์ แฟกซ์ อีเมล์ อินเทอร์เน็ต ก็ถือว่าเป็นอิเล็กทรอนิกส์ด้วย เพราะคำว่า “วิธีการทางอิเล็กตรอนนั้น” จะหมายรวมถึงการส่งข้อมูลไปตามสายโทรศัพท์ สายแลน สายไฟเบอร์ หรือแม้แต่การส่งข้อมูลผ่าดาวเทียมก็ล้วนแล้วแต่เป็นการประยุกต์ใช้วิธีทางอิเล็กตรอนทั้งหมด

        ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์คือ เรื่องราวหรือข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะปรากฏในรูปแบบของ ตัวอักษร ตัวเลข เสียง ภาพ หรือรูปแบบอื่นใดที่สื่อความหมายได้โดยสภาพของสิ่งนั้นเองหรือโดยผ่านวิธีการใด ๆ ที่ได้สร้าง ส่ง รับ เก็บรักษา หรือประมวลผลด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น วิธีการแลกเปลี่ยน เรื่องราวหรือข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะปรากฏในรูปแบบของ ตัวอักษร ตัวเลข เสียง ภาพ หรือรูปแบบอื่นใดที่สื่อความหมายได้โดยสภาพของสิ่งนั้นเองหรือโดยผ่านวิธีการใด ๆ ทางอิเล็กทรอนิกส์ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ โทรเลข โทรพิมพ์ หรือโทรสาร
        สำหรับคำว่า "ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์" นั้น ถ้าเข้าใจกันแบบง่ายๆ ก็หมายถึง ข้อความที่แต่เดิมปรากฏอยู่บนกระดาษซึ่งใช้แสดงเจตนาหรือแสดงผลผูกพันของตัวบุคคล วันดีคืนดี พอมีการพัฒนาเทคโนโลยีให้สามารถแปลงข้อความให้อยู่ในรูปของ "ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์" เพราะต้องส่งถึงกันหรือสื่อสารถึงกัน โดยใช้วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การส่งถึงกันโดยทางอินเทอร์เน็ต หรือโดยทางโทรเลข หรือโดยทางโทรสาร
        แม้กระทั่งทางโทรพิมพ์ที่อาจเป็นวิธีเก่าที่ไม่ค่อยปรากฏให้เห็นกันเท่าไหร่นักในยุคนี้ จึงเป็นที่มาของการผลักดันให้เกิดการยอมรับผลทางกฎหมายของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ขึ้น และนั่นหมายถึง การยอมรับความเท่าเทียมกันของข้อความที่อยู่บนกระดาษ ให้เท่าเทียมกับข้อความที่อยู่ในรูปข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนั้น ยังมีหลักการสำคัญอีกประการ ในการยอมรับลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ ให้เท่าเทียมกับลายมือชื่อธรรมดาที่เราๆ ท่านๆ เซ็นลงบนกระดาษ




2.  จงเรียงลำดับโครงสร้างข้อมูลจากขนาดเล็กไปใหญ่  พร้อมอธิบายความหมายของโครงสร้างข้อมูลแต่ละแบบ 
ความหมายโครงสร้างข้อมูล/ชนิดข้อมูล
                การทำงานของคอมพิวเตอร์จะมีการจัดการอย่างไรเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลข่าวสาร   และสามารถนำมาใช้งานออกมาเป็นข้อมูลข่าวสารในรูปแบบต่าง ๆ  ที่ทำความเข้าใจได้  แต่เนื่องจากคอมพิวเตอร์เป็นเพียงเครื่องจักรที่ไม่สามารถเข้าใจความหมายของข้อมูลข่าวสารได้เช่นเดียวกับคน  จึงมีการกำหนดรูปแบบที่ใช้สื่อความหมายของข้อมูลข้าวสารให้คอมพิวเตอร์กับผู้ใช้งานเข้าในตรงกันเรียกว่า โครงสร้างข้อมูลหรือชนิดข้อมูล โดยแบ่งออกได้เป็นดังนี้

บิต (Bit)
                เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดในการทำงานของคอมพิวเตอร์ที่แสดงเป็นสถานะได้ 2 สถานะ คือ เปิดกับปิด จึงกำหนดเป็นการเก็บค่าได้ 2 ค่า คือ 0 กับ 1 เรียกว่าไบนารี่ดิจิต (Binary Digit)
ไบต์ (Byte)
   
             เป็นการนำบิตหลาย ๆ บิตมาเรียงต่อรวมกันเพื่อกำหนดค่าได้มากขึ้น เช่น 3 บิต มาต่อเรียงกันจะทำให้เกิดสถานะที่ต่างกันคือ 000,001,010,100,011,010, และ 111 ก็จะได้เป็น 8 สถานะ เมื่อนำบิตมาเรียงต่อรวมกันเป็น 8 บิต เรียกว่าไบต์ มี 256 สถานะ และกำหนดเป็นโครงสร้างข้อมูลที่มีขนาดเล็กที่สุดที่ใช้งานได้ มีค่าตั้งแต่ 0 – 255 (00000000 – 11111111)
เลขจำนวนเต็ม (Integer)
                เป็นการนำบิตหลาย ๆ บิตมาเรียงต่อรวมกันเพื่อกำหนดเป็นเลขจำนวนเต็ม ซึ่งได้เป็นระบบเลขฐานสอง โดยแต่ละบิตมีความหมายเป็นเลขยกกำลังสอง เช่น 20 = 1, 23 = 8 หรือ
21 + 22 +25 = 2+4+32 = 38 เลขที่ได้เป็นเลขจำนวนเต็มบวก ถ้าต้องการเป็นเลขจำนวนเต็มลบ จะต้องใช้วิธีการเรียกว่า One-complement Notation โดยการเปลี่ยนค่าของบิตที่เป็น 0 ให้เป็น 1 และค่าที่เป็น 1 ให้เป็น 0 เช่น 00100110 = 38 เมื่อสลับค่าจะได้บิต 11011001 = -38 ด้วยวิธีนี้ทำให้เก็บค่าได้ทั้งเลขจำนวนเต็มบวกและเต็มลบ ซึ่งมีบิตซ้ายสุดเป็นตัวกำหนดให้มีค่าบวกหรือลบเรียกว่า Sign Bit เมื่อนำบิตมาเรียงต่อกัน 16 บิตได้เป็นเลขจำนวนเต็มฐานสิบ มีอีกวิธีคือ Two-complement Notation โดยการบวกค่า 1 เข้าไปกับค่าของ One-complement Notation  เช่นจาก 11011001 = -38 เมื่อบวก 1 จะได้ 11011010 = -38 เช่นกัน แต่วิธีนี้จำทำให้เก็บค่าได้มากกว่า คือ มีตั้งแต่ -2n-1 ถึง 2n-1 -1 ดังต่อไปนี้
1000000000000000 = -32768                         0000000000000000 = 0
1000000000000001 = -32767                         0000000000000001 = 1
1000000000000010 = -32766                         0000000000000010 = 2

1111111111111101 = -3                                  0111111111111101 = 32765
1111111111111110 = -2                                  0111111111111110 = 32766
1111111111111111 = -1                                  0111111111111111 = 32767


เลขจำนวนจริง (Real Number)
                เป็นรูปแบบของตัวเลขที่มีเลขทศนิยมเรียกว่า Floating – point Number โดยทำการแบ่งบิตออกเป็นสองส่วน โดยบิตที่อยู่ด้านซ้ายเก็บค่าเป็นตัวเลขจำนวนเต็ม เรียกว่า แมนทิสสา (Mantissa) การเก็บค่าเป็นแบบเดียวกับตัวเลขจำนวนเต็ม ส่วนบิตที่อยู่ด้านขวาเก็บค้าเป็นจำนวนหลักของ เลขทศนิยมเรียกว่า เอ็กซ์โพเนนท์ (Exponent) ในการเก็บจะใช้วิธี Two – complement Notation ซึ่งได้มาจากเลขยกกำลังของ 10 เช่น .01 = 10-2, 6.25 x 10-2 การเก็บค่าเลขทศนิยมจะใช้บิตจำนวน 32 บิต โดยแบ่งส่วนที่เป็นแมนทิสสาจำนวน 24 บิต และส่วนที่เป็นเอ็กซ์โพเนนท์จำนวน 8 บิต ดังนี้
                00000000000000000000000000000000 = 0
                00000000000000000000110000000011 = 12000
                00000000000000000000010111111111 = 0.5
                00000000000000000000010111111010 = 0.000005
                11111111011010001001111111111110 = -387.53

ตัวอักษร (Character)
                เป็นการเก็บค่าที่เป็นตัวอักษร แต่เนื่องจากคอมพิวเตอร์ไม่สามารถเข้าใจจึงใช้เลขจำนวนเต็มสื่อความหมายแทนโดยใช้บิตจำนวน 8 บิต เรียกว่า Bit String ซึ่งค่าตัวเลขที่ได้จะกำหนดเป็นตัวอกษรหนึ่งตัว ดังนั้นจะได้ตัวอักษรทั้งหมด 256 ตัวที่เรียกว่าเอ็บซีดิก (EBCDIC) เช่น
 ตัวอักษรA จะมีค่า 01000001 = 65 หรือ B มีค่า 01000010 = 66 ประกอบด้วยอักษรตัวเล็ก ตัวใหญ่ ตัวเลข และตัวอักษรพิเศษ และที่ใช้เพียง 7 บิตเรียกว่าวหัสแอสกี (ASCII Code) ใช้ครึ่งเดียวของเอ็บซีดิกแต่การทำงานรวดเร็วกว่า เมื่อใดที่นำตัวอักษรหลาย ๆ ตัวมาเรียงต่อกันก็จะได้เป็นข้อความ เช่น AB จะได้เป็น 0100000101000010 หากต้องการเก็บจำนวนรูปแบบของตัวอักษรมากกว่านี้ก็สามารถทำได้โดยการเพิ่มจำนวนบิตเข้าไป ซึ่งขึ้นกับสถาปัตยกรรมของคอมพิวเตอร์จะรับได้หรือไม่ เช่นใช้ 10 บิตก็จะได้ตัวอักษร 1024 รูปแบบ

โครงสร้างข้อมูลเบื้องต้นและโครงสร้างข้อมูลนามธรรม
                จากรูปแบบต่าง ๆ ของส่วนที่เป็นข้อมูลข่าวสาร คอมพิวเตอร์ไม่สามารถจะให้ความหมายได้ว่าคืออะไร แต่เมื่อนำการจัดการให้มีการทำงานที่เป็นรูปแบบตามที่กำหนดก็จะสามารถสื่อความหมายขึ้นมาได้ ด้วยกระบวนการจัดการแบบนี้จะเรียกว่าโครงสร้างข้อมูลหรือชนิดข้อมูลและด้วยวิธีการดังกล่าวจึงนำไปใช้ในการแก้ปัญหาต่าง ๆได้ 

             
 3.  หากนำเอาระบบฐานข้อมูลมาใช้ ในหน่วยงานทีนักศึกษาทำงานอยู่สามารถมีแฟ้มข้อมูลใดบ้าง และระบบฐานข้อมูลนั้นมีประโยชน์ต่อองค์กรอย่างไร 

การประมวลผลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ
ในการนำข้อมูลไปใช้ให้เกิดประโยชน์ หรือการทำข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ เพื่อที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้ จำเป็นต้องมีการประมวลผลข้อมูลก่อน
ในการนำข้อมูลไปใช้ให้เกิดประโยชน์ หรือการทำข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ เพื่อที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้ จำเป็นต้องมีการประมวลผลข้อมูลก่อน
การประมวลผลข้อมูล จึงเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญ เพราะข้อมูลที่มีอยู่รอบ ๆ ตัวเรามีเป็นจำนวนมาก ในการใช้งานจึงต้องมีการประมวลผลเพื่อให้เป็นสารสนเทศ กิจกรรมหลักของการให้ได้มาซึ่งสารมนเทศจึงประกอบด้วยกิจกรรมการเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งต้องมีการตรวจสอบความถูกต้องด้วย กิจกรรมการประมวลผลซึ่งอาจจะเป็นการแบ่งแยกข้อมูล การจัดเรียงข้อมูล การคำนวณ และกิจ กรรมการเก็บรักษาข้อมูลซึ่งอาจต้องมีการทำสำเนา หรือทำรายงานเพื่อแจกจ่าย


image
ตัวอย่างที่1
                                                        ภาพ  :  ขั้นตอนการประมวลผลข้อมูล 1. วิธีการประมวลผล 
วิธีการประมวลผลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์สามารถแบ่งได้ตามสภาวะการนำข้อมูลมาประมวลผล ซึ่งได้แก่1.1 การประมวลผลแบบกลุ่ม ( batch processing) หมายถึง การประมวลผลในเรื่องที่สนใจเป็นครั้ง ๆ เช่น เมื่อต้องการทราบผลสำรวจความนิยมของประชาชนต่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือที่เรียกว่า โพล (poll) ก็มีการสำรวจข้อมูลโดยการเก็บรวมรวมข้อมูล เมื่อการเก็บรวมรวมข้อมูลได้แล้วก็นำมาป้อนเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ แล้วนำข้อมูลนั้นมาประมวลผลตามโปรแกรมที่ได้กำหนดไว้ เพื่อรายงานผลหรือสรุปหาคำตอบ กรณีการประมวลแบบกลุ่มจึงกระทำในลักษณะเป็นครั้ง ๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ โดยจะต้องมีการรวบรวมข้อมูลไว้ก่อน เช่น การสำรวจดารายอดนิยม สำรวจนักร้องยอดนิยม สำรวจความคิดเห็นต่อรายการโทรทัศน์ต่าง ๆ เป็นต้น
ในการประมวลผลทั้ง 2 แบบนี้เป็นวิธีการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยดำเนินการกับข้อมูลจำนวนมาก เพื่อแยกแยะ คำนวณ หรือดำเนินการตามที่กำหนดไว้ในโปรแกรม การทำงานของคอมพิวเตอร์ในการประมวลผลจึงต้องมีซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมคอยสั่งการ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ในรูปแบบที่ต้องการ


image
ยกตัวอย่างเหมือนที่ดิฉันได้ทำ

  4.  จงอธิบายความแตกต่างระหว่างการประมวลผลข้อมูลแบบแบชและแบบเรียลไทม์ 

2  วิธีประมวลผลโดยใช้คอมพิวเตอร์  สามารถแบ่งออกได้ดังนี้

     1  การประมวลผลแบบแบทซ์  ( Batch  Processing )  การประมวลผลแบบแบทซ์นั้นเมื่อข้อมูลมาถึงคอมพิวเตอร์แล้วจะถูกรวบรวมหรือเก็บไว้เป็นระยะเวลาหนึ่งแล้วจึงนำมาประมวลผล  จะอาศัยระยะเวลาในการเก็บนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ได้กำหนดไว้  หรืออาจจะเป็นเงื่อนไขเกี่ยวกับเวลาที่ได้กำหนดไว้ก็ได้

     2  การประมวลผลแบบเวลาจริงหรือแบบเรียลไทม์  เป็นการประมวลผลที่
คอมพิวเตอร์จะทำการประมวลผลในทันทีที่มีข้อมูลเข้ามาถึงคอมพิวเตอร์  และส่งผลลัพธ์จากการประมวลผลไปให้ผู้ใช้ในทันที  ซึ่งการประมวลผลแบบนี้จะทำให้ข้อมูลในระบบฐานข้อมูลเป็นปัจจุบันเสมอ  การประมวลผลแบบเวลาจริงนี้ระบบนำข้อมูลเข้า  ระบบแสดงผลของคอมพิวเตอร์จะเชื่อมโยงกันตลอดเวลา  หากอุปกรณ์ต่างๆ  อยู่ห่างไกลกันก็จะต้องมีเครือข่ายการสื่อสารเชื่อมโยงเข้ากับคอมพิวเตอร์  ทำให้ข้อมูลที่เกิดขึ้นถูกส่งเข้ามายังคอมพิวเตอร์ทันที  การะประมวลผลแบบนี้

วันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2556

งานประจำวันที่ 13/01/2556

1. จงอธิบายความหมาย พร้อมยกตัวอย่างคำต่อไปนี้
องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์ มี 4 ประเภทคือ1. Hardware
2.
Software
3.
People
4.
Data/Information
1. Hardware คือ ลักษณะทางกายภาพของคอมพิวเตอร์ คืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ แบ่งเป็น 5 ส่วน คือ
1.1
Input Unit หน่วยรับข้อมูล เช่น แป้นพิมพ์, เมาส์, ปากกาแสง, ไมโครโฟน, เครื่องสแกนเนอร์, เครื่องอ่านรหัสแท่ง ฯลฯ
1.2
CPU : Central Processing Unit
ทำหน้าที่ประมวลผลหลังจากที่ได้รับข้อมูลแล้ว แบ่งเป็น 3 ส่วนหลักคือ
- หน่วยคำนวณและตรรกะ (
Arithmetic Logic Unit : ALU) มีหน้าที่ในการคำนวณและเปรียบเทียบตรรกะในการคำนวณ- หน่วยควบคุม (Control Unit : CU)
มีหน้าที่ควบคุมการรับ - ส่ง คำสั่งและข้อมูลเพื่อประสานงานกับหน่วยต่าง ๆ
- หน่วยความจำหลัก (
Main Memory)
มีหน้าที่จัดเตรียมที่พักในการเก็บข้อมูลแบบชั่วคราว มี 2 ชนิด คือROM : Read Only Memory

หน่วยความจำหลักที่ไม่ลบเลือน (ไฟดับข้อมูลไม่หาย)
RAM : Random Access Memory

หน่วยความจำหลักแบบลบเลือน (ไฟดับ ข้อมูลหาย)
1.3
Output Unit หน่วยแสดงผล เช่น จอภาพ, อุปกรณ์ฉายแสง, ลำโพง,
เครื่องพิมพ์
1.4
Secondary Storage
หน่วยเก็บสำรองข้อมูล มี 2 แบบ คือ
- หน่วยความจำสำรองที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยตรง (
Direct Access Storage Devices) สามารถเข้าไปกระทำกับข้อมูลที่เก็บในอุปกรณ์ชนิดนั้นโดยตรง ได้แก่ จานแม่เหล็ก (Harddisk, Floppy disk), จานแสง (CD-ROM, DVD, WORM Disk, Rewriteable Optical Disk) , Flash Memory

- หน่วยความจำสำรองที่สามารถเข้าถึงข้อมูลแบบเรียงลำดับ (
Sequential Access Storage Devices) เก็บข้อมูลแบบเรียงลำดับกันไปตั้งแต่แรกจนถึงตำแหน่งสุดท้าย ได้แก่ เทปแม่เหล็ก และ เทปรีล
2. Software หมายถึง ชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่สั่งการให้คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบของฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ทำงานตามความต้องการ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
2.1
System Software ซอฟต์แวรระบบ แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ
2..1.1
Operating System: OS ซอฟต์แวรระบบปฏิบัติการทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่ต่อพ่วงกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ได้แก่ UNIX, LINUK, MS-DOS, WINDOWS

2.1.2
Utilities Program โปรแกรมอรรถประโยชน์ ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้งาน เช่น Disk Defragmenter, Disk Cleanup ,Backup
2.1.3 โปรแกรมแปลภาษา มี 3 ชนิด
-
Assembler

แปลภาษาแอสแซมบลีซึ่งเป็นภาษาระดับต่ำให้เป็นภาษาเครื่อง
-
Compiler

แปลภาษาระดับสูงให้เป็นภาษาเครื่อง โดยใช้หลักการแปลทั้งโปรแกรม
-
Interpreter

แปลภาษาระดับสูงให้เป็นภาษาเครื่อง โดยใช้หลักการแปลทีละคำสั่ง
2.2
Application Software โปรแกรมประยุกต์หรือโปรแกรมสำเร็จรูป เช่น SPSS, Photoshop, Microsoft Office, PowerDVD, MSN ฯลฯ
3. People บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ ได้แก่ ผู้บริหารงานคอมพิวเตอร์, นักออกแบบระบบ, นักวิเคราะห์ระบบ, นักเขียนโปรแกรม, นักบำรุงรักษาโปรแกรม, พนักงานคีย์ข้อมูล ฯลฯ
4. Data/Information ข้อมูลและสารสนเทศ

2. หากนักศึกษาเป็นเจ้าของธุรกิจ ดังต่อไปนี้ (เลือก 1 ธุรกิจ) จะนำองค์ประกอบของคอมพิวเตอร์ ได้แก่ Hardware ,Software และ Peopleware ใดมาใช้ในธุรกิจบ้าง เพราะเหตุใดจงอธิบาย

 - ร้านอาหาร
- ร้านขายของสะดวกซื้อ
- โรงเรียนกวดวิชา
- หอพัก หรือ โรงแรม

ตอบ...ร้านอาหาร คือ การนำระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการสั่งอาหารคือระบบ Wireless Service Button

1.Wireless Service Button หรือ Wireless Service Ball เป็นระบบที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าในการเรียกบริกรที่สามารถมอบบริการแบบทันท่วงที และเพื่อบริหารพนักงานในร้านให้มีการบริการที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ลูกค้ารับรู้ได้ถึงความเอาใจใส่และการได้รับบริการเป็นอย่างดี อุปกรณ์ชนิดนี้เป็นอุปกรณ์ที่สื่อสารแบบไร้สาย เพียงลูกค้ากดปุ่มที่โต๊ะอาหารจากนั้นบริกรก็จะเห็นจากแผงแสดงผล (Wireless Service Bell Receiver) ว่ามีโต๊ะไหนเรียก ทางบริกรเองก็จะมีอุปกรณ์ตอบรับติดตัวอยู่ โดยเมื่อทราบว่ามีการเรียกใช้บริการ ก็จะตอบรับกลับไป และพร้อมไปบริการตามคำสั่งโดยเร็ว นอกจากนี้อุปกรณ์ชนิดนี้ยังทำให้ร้านอาหารดูดียิ่งขึ้น ทั้งยังเพิ่มความสะดวกสบายให้ผู้ใช้งานและยังทำให้ผู้ใช้ รู้สึกสนุกกับการใช้งานอีกด้วย

2.       Wireless Service Bell Receiver 

อุปกรณ์นี้สามารถจัดการระเบียบการทำงานของพนักงานเสริฟ์ได้อย่างดี เพื่อตอบสนองการบริการของลูกค้าได้ทันท่วงทีโดยใช้เวลาน้อยกว่าการบริการแบบเดิมๆ  โดยเมื่อลูกค้ากดปุ่มที่โต๊ะอาหารของลูกค้า พนักงานก็จะทราบทันทีว่าโต๊ะไหนเรียกโดยดูจากแผง Wireless Service Bell Receiver นี้ พนักงานจึงบริการลูกค้าได้ทันท่วงที ทำให้การบริการมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

3.       Pocket PC 

การรับออเดอร์ด้วยพ็อกเก็ตพีซีช่วยทำให้การบริการทำได้รวดเร็วขึ้น ในกรณีที่มีลูกค้าจำนวนมากก็สามารถสั่งอาหารได้ก่อนที่โต๊ะจะว่าง ทำให้ลูกค้าไม่ต้องรออาหารเป็นเวลานาน เมื่อลูกค้าต้องการสั่งอาหารเพิ่ม หรือยกเลิกอาหาร หรือเปลี่ยนแปลงออเดอร์ ก็สามารถทำได้อย่างถูกต้อง และได้รับบริการอย่างรวดเร็ว เมื่อพนักงานจดออเดอร์ในพ็อกเต็ตพีซีเรียบร้อย ข้อมูลก็จะถูกส่งไปยังห้องครัวทันที พ่อครัวก็สามารถเตรียมอาหารให้ได้ โดยไม่ต้องรอพนักงานเดินมาส่งและเนื่องจากข้อมูลต่างๆ ที่ลูกค้าได้ออเดอร์ไว้ถูกบันทึกด้วยพ็อกเก็ตพีซี จึงมีความถูกต้องสูง ดังนั้นการคิดค่าบริการหรือค่าอาหารจะไม่ทำให้เกิดการผิดพลาดเหมือนระบบ Manual และให้บริการได้อย่างรวดเร็วทุกขั้นตอ

4.       Wireless LAN

เป็นระบบเชื่อมโยงระหว่างคอมพิวเตอร์หรือเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ใช้สายเข้าด้วยกัน หรือเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต โดยอาศัยคลื่นวิทยุ (Radio Frequency: RF) รับส่งข้อมูลแทนสายเคเบิล คลื่นวิทยุที่ใช้อยู่ในย่านความถี่ ISM (Industrial Scientific and Medical) ซึ่งเป็นย่านความถี่สาธารณะสามารถใช้งานโดยไม่ต้องขออนุญาต โดยแต่ละประเทศมีช่องสัญญาณที่อนุญาตให้ใช้งานต่างกัน

5. Access Point

เป็นเครื่องรับและส่งสัญญาณจากอุปกรณ์ไร้สายเมื่อรับข้อมูลทางคลื่นวิทยุจากคอมพิวเตอร์ต้นทาง Access Point จะส่งข้อมูลต่อไปยังคอมพิวเตอร์ปลายทางซึ่งอาจเป็นคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายไร้สายเดียวกันผ่านคลื่นวิทยุ

ข้อ3. ให้นักศึกษา แสดงข้อมูลจำนวนหนึ่งชุด พร้อมทั้งแสดงในรูปแบบของระบบสารสนเทศตอบ... สภาพทั่วไปและข้อมูลพื้นฐาน  / ลักษณะที่ตั้ง จำนวนพื้นที่และอาณาเขต
ตำบลสันผักหวาน อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ห่างจากอำเภอหางดงประมาณ 6 กิโลเมตร มีพื้นที่ 13 ตารางกิโลเมตร (8,862 ไร่ ) สภาพพื้นที่เป็นที่ราบตำบลสันผักหวานมีประชากรรวมทั้งสิ้น 11,745 คน แยกเป็นชาย 5,438 คน หญิง 6,307 คน ความหนาแน่นเฉลี่ย 784 คน/ตร.กม. จำนวนครัวเรือน 6,182 ครัวเรือน (ข้อมูลสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ณ เดือนกันยายน พ.ศ. 2555)
ตำบลสันผักหวานแบ่งเป็นหมู่บ้านตามเขตลักษณะปกครองท้องที่ จำนวน 7 หมู่บ้าน คือ

 

งานที่มอบหมายประจำวันที่ 13/01/2556

  • องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์ มี 5 ประการคือ1. Hardware
    2.
    Software
    3.
    People
    4.
    Data/Information
    5.
    Procedure
1. Hardware คือ ลักษณะทางกายภาพของคอมพิวเตอร์ คืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ แบ่งเป็น 5 ส่วน คือ
1.1
Input Unit หน่วยรับข้อมูล เช่น แป้นพิมพ์, เมาส์, ปากกาแสง, ไมโครโฟน, เครื่องสแกนเนอร์,
เครื่องอ่านรหัสแท่ง ฯลฯ
1.2
CPU : Central Processing Unit
ทำหน้าที่ประมวลผลหลังจากที่ได้รับข้อมูลแล้ว แบ่งเป็น 3 ส่วนหลักคือ
- หน่วยคำนวณและตรรกะ (
Arithmetic Logic Unit : ALU)
มีหน้าที่ในการคำนวณและเปรียบเทียบตรรกะในการคำนวณ
- หน่วยควบคุม (
Control Unit : CU)
มีหน้าที่ควบคุมการรับ - ส่ง คำสั่งและข้อมูลเพื่อประสานงานกับหน่วยต่าง ๆ
- หน่วยความจำหลัก (
Main Memory)
มีหน้าที่จัดเตรียมที่พักในการเก็บข้อมูลแบบชั่วคราว มี 2 ชนิด คือROM : Read Only Memory
หน่วยความจำหลักที่ไม่ลบเลือน (ไฟดับข้อมูลไม่หาย)
RAM : Random Access Memory

หน่วยความจำหลักแบบลบเลือน (ไฟดับ ข้อมูลหาย)
1.3
Output Unit หน่วยแสดงผล เช่น จอภาพ, อุปกรณ์ฉายแสง, ลำโพง,
เครื่องพิมพ์
1.4
Secondary Storage
หน่วยเก็บสำรองข้อมูล มี 2 แบบ คือ
- หน่วยความจำสำรองที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยตรง (
Direct Access Storage Devices) สามารถเข้าไปกระทำกับข้อมูลที่เก็บในอุปกรณ์ชนิดนั้นโดยตรง ได้แก่ จานแม่เหล็ก (Harddisk, Floppy disk), จานแสง (CD-ROM, DVD, WORM Disk, Rewriteable Optical Disk) , Flash Memory

- หน่วยความจำสำรองที่สามารถเข้าถึงข้อมูลแบบเรียงลำดับ (
Sequential Access Storage Devices) เก็บข้อมูลแบบเรียงลำดับกันไปตั้งแต่แรกจนถึงตำแหน่งสุดท้าย ได้แก่ เทปแม่เหล็ก และ เทปรีล
2. Software หมายถึง ชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่สั่งการให้คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบของฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ทำงานตามความต้องการ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
2.1
System Software
ซอฟต์แวรระบบ แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ
2..1.1
Operating System: OS ซอฟต์แวรระบบปฏิบัติการทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่ต่อพ่วงกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ได้แก่ UNIX, LINUK, MS-DOS, WINDOWS

2.1.2
Utilities Program โปรแกรมอรรถประโยชน์ ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้งาน เช่น Disk Defragmenter, Disk Cleanup ,Backup
2.1.3 โปรแกรมแปลภาษา มี 3 ชนิด
-
Assembler

แปลภาษาแอสแซมบลีซึ่งเป็นภาษาระดับต่ำให้เป็นภาษาเครื่อง
-
Compiler

แปลภาษาระดับสูงให้เป็นภาษาเครื่อง โดยใช้หลักการแปลทั้งโปรแกรม
-
Interpreter

แปลภาษาระดับสูงให้เป็นภาษาเครื่อง โดยใช้หลักการแปลทีละคำสั่ง
2.2
Application Software โปรแกรมประยุกต์หรือโปรแกรมสำเร็จรูป เช่น SPSS, Photoshop, Microsoft Office, PowerDVD, MSN ฯลฯ
3. Peopleware บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ ได้แก่ ผู้บริหารงานคอมพิวเตอร์, นักออกแบบระบบ, นักวิเคราะห์ระบบ, นักเขียนโปรแกรม, นักบำรุงรักษาโปรแกรม, พนักงานคีย์ข้อมูล ฯลฯ
4. Data/Information ข้อมูลและสารสนเทศ
ในการทำงานต่าง ๆ จะต้องมีข้อมูลเกิดขึ้นตลอดเวลา ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานที่ถูกเก็บรวบรวมมาประมวลผล เพื่อให้ได้สารสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ ซึ้งในปัจจุบันมีการนำเอาระบบคอมพิวเตอร์มาเป็นข้อมูลในการดัดแปลงข้อมูลให้ได้ประสิทธิภาพโดยแตกต่างๆระหว่าง ข้อมูล และ สารสนเทศ คือ
ข้อมูล คือ ได้จากการสำรวจจริง แต่ สารสนเทศ คือ ได้จากข้อมูลไม่ผ่านกระบวนการหนึ่งก่อน
  • หากนักศึกษาเป็นเจ้าของธุรกิจ ดังต่อไปนี้ (เลือก1 ธุรกิจ)จะนำองค์ประกอบของคอมพิวเตอร์ ได้แก่ Hardware,Software และPeopleware ใดมาใช้ในธุรกิจบ้าง เพราะเหตุใดจงอธิบาย 

ธุรกิจที่นำมาหอพัก หรือ โรงแรม

เครื่องมือที่ใช้

ฮาร์ดแวร์
1.เครื่องคอมพิวเตอร์ จำนวน 1 เครื่อง หน่วยคำจำหลัก( RAM ) 4 GB Intrl Core2Duo processor
    เครื่องปริ้น 1 เครื่อง
ซอฟต์แวร์
1.โปรแกรม Microsoft SQL Server 2005 ให้สำหรับจัดเก็บข้อมูล
2.โปรแกรม Crystal Reports 2005 ใช้สำหรับการแสดงรายงานของระบบ
3.โปรแกรม Adobe Acrobat 9 professional 1 ใช้สำหรับจัดรูปแบบเอกสารประกอบการ    ดำเนิน งานให้อยู่ในรูปแบบ
ประโยชนที่ได้รับ
1.สามารถค้นหาข้อมูลได้รวดเร็ว
2.สามารถอำนวยความสะดวก และเพิ่มประสิธิภาพในการค้นหาข้อมูล
3.สามรถคำนวณ และออกใบเสร็จได้รวดเร็วขึ้น
4.สามรถนำมาประยุกต์ใช้หารการจองอพาร์ทเม้นท์ หรือหอพักได้
สรุป
ในชีวิตประจำวันของคนเราทุกวันนี้มักคุ้นเคยกับคำว่า “คอมพิวเตอร์” อยู่เสมอ เช่นตรวจความดันด้วยคอมพิวเตอร์ อัดรูปด้วยคอมพิวเตอร์ โรงเรียนคอมพิวเตอร์ เกมส์คอมพิวเตอร์ การฝาก-ถอนเงินด้วยคอมพิวเตอร์ ฯลฯ แม้แต่ในหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนก็ได้มีการนำคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการบริหารของหน่วยงานมากขึ้น เช่น ในหน่วยงานธุรกิจมีการนำคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยงานด้านบุคลากร งานบัญชี การพยากรณ์ยอดขาย ฯลฯ ในโรงงานอุตสาหกรรมได้นำคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยควบคุมการออกแบบและการผลิตสินค้าในโรงงาน เป็นต้น 
  • ให้นักเรียน แสดงข้อมูล จำนวน 1 ชุด พร้อมทั้งแสดงในรูปแบบของระบบสารสนเทศ
การยกตัวอย่าง
2.2 มูลค่าขายต่างประเทศ จำแนกตามประเทศที่สั่งซื้อสินค้า/บริการ
 
flickr:7568832570


2.3 การรับคำสั่งซื้อสินค้า/บริการเฉลี่ย (ครั้งต่อเดือน)


flickr:7568837446